Archive | 7:37 am

สัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพ

30 ส.ค.

  สัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพ

   
เลี้ยงสัตว์ช่วยสุขภาพดี
โดย : อินเตอร์เน็ต

Share|

 

         เขาว่ากันว่าการเลี้ยงสัตว์จะช่วยลดอัตราความดันเลือด และทำให้เราไม่เหนื่อยง่าย ร่าเริงเสมอ…
แก้โรคภูมิแพ้ ความคิดเก่าๆ เชื่อว่าการเลี้ยงสัตว์จะทำให้ลูกๆ ของคุณมีอัตราเสี่ยงของการเป็นภูมิแพ้ได้มากขึ้น แต่การทดลองกลับพบว่า การที่เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสัตว์ขนยาว… หนานุ่ม (เหมือนพิซซ่าเลย อิอิ) ไม่ว่าจะเป็นหมาหรือแมว หรือแม้แต่พวกแพะแกะในฟาร์ม กลับจะทำให้อัตราเสี่ยงของการเป็นโรคภูมิแพ้ และหอบหืด ลดลงและทำให้ภูมิคุ้มกันของเด็กแข็งแกร่งมากขึ้นด้วยซ้ำ การเลี้ยงน้องหมาทำให้เราได้โอกาสเป็นมิตรกับคนอื่น ทำให้เราเข้าสังคมได้ดีขึ้น ลองคิดดูสิ เคยสังเกตบ้างไหม เวลาคุยกับใคร เรามักไม่มีหัวข้อจะคุยจะเม้าท์ ลองเลือกเรื่องน้องหมามาเป็นหัวข้อสนทนาสิ รับรองว่าคุยกันไม่จบแน่ๆ อายุยืน สังเกตไหม คนสูงอายุ (ฝรั่ง) มักจะมีน้องหมาอยู่เคียงข้างเสมอ การวิจัยพบว่า การเลี้ยงน้องหมา จะช่วยผ่อนคลายความเครียด และการพาน้องหมาไปเดินเล่น ก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่ง ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงทีเดียวละ จิตใจผ่อนคลาย จากการเปรียบเทียบแล้ว คนที่เลี้ยงสัตว์จะมีจิตใจที่ผ่อนคลาย อารมณ์ดีกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ เมื่อเราเลี้ยงสัตว์ อย่างไม่รู้ตัว สัตว์เหล่านี้ทำให้เรามีความสุข มีอิทธิพลต่อเรา การที่เราได้กอด หรือได้เล่นกับมัน จะทำให้สารในร่างกายสูบฉีด และทำให้เราผ่อนคลายขึ้นมากเลยละ หัวใจแข็งแรง จากการวิจัย พบว่าคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ ที่มีสัตว์เลี้ยง จะมีอัตราเสี่ยงต่อการหัวใจวายได้น้อยลง และมีชีวิตยืนยาวกว่าคนไข้ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง และการเลี้ยงสัตว์ยังช่วยให้หัวใจของเราแข็งแรง ลดคอเลสเตอรอล และไตรกรีเซอร์ไรด์ด้วย หาสัตว์มาเลี้ยงสักตัวจะดีกว่ามั้ย

ภูมิแพ้กับการเลี้ยงสัตว์

30 ส.ค.

  ภูมิแพ้กับการเลี้ยงสัตว์

   
เลี้ยงสัตว์ยังไง…ไม่ให้เป็นภูมิแพ้
โดย : By เมย์

Share|

 

         เลี้ยงยังไงไม่ให้เป็นภูมิแพ้เรื่องภูมิแพ้เนี่ย ยากนะคะที่จะรู้สาเหตุ แต่มีกลุ่มนึงที่อาจแพ้สัตว์เลี่ยงที่เลี้ยงอยู่ ลองไปดูข้อมูลกันค่ะ…
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนังและภูมิแพ้ผิวหนัง บอกว่า ปัจจุบันพบโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากสัตว์เลี้ยงบ่อยมาก ในสหรัฐ พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ 15-30% เกิดจากการแพ้สัตว์เลี้ยง ดังนั้นในสหรัฐจึงมีคนแพ้สุนัขและแมวถึงกว่า 10 ล้านคน ด.ญ.มาเลีย ลูกสาวคนโตของโอบามาวัย 10 ขวบ ก็เป็นโรคภูมิแพ้ต่อสุนัข ไม่มีสุนัขพันธุ์ใดที่ไม่กระตุ้นโรคภูมิแพ้ และความเข้าใจที่ว่าโรคภูมิแพ้เกิดจากขนสุนัขนั้นผิด ที่จริงแล้วสารก่อภูมิแพ้ในสุนัขนั้น คือ โปรตีนที่อยู่ในเศษขี้ไคล น้ำลายและฉี่ ซึ่งสุนัขทุกตัวมีโปรตีนเหล่านี้ อาการของการแพ้สัตว์เลี้ยง คือ ไอ คันตามีน้ำตาไหล น้ำมูกไหล จามคัดจมูก หายใจลำบาก หอบหืด ผื่นคันที่ใบหน้า คอ แขนขาและลำตัว อาการเหล่านี้มักกำเริบหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยงภายใน 30 นาที แต่ในบางรายก็อาจแสดงอาการในเวลาหลายชั่วโมงอาการแพ้สัตว์เลี้ยงพบบ่อยในผู้ที่ชอบนำสัตว์เลี้ยงมาไว้ในห้องนอน ผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้สัตว์ในการทดลอง สัตวแพทย์ ช่างแต่งขนสุนัข การแพ้สุนัข แมว และม้า มักเกิดจากโปรตีนที่พบในเศษขี้ไคล น้ำลาย และ ฉี่ ส่วนการแพ้กระต่าย หนูแฮมสเตอร์ หนูตะเภา หนูแก็ตสบีนั้น เป็นการแพ้โปรตีนที่อยู่ในฉี่มากกว่า สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่ต้องการเลี้ยงสุนัขจริง ๆ อาจต้องปรึกษาแพทย์ และไม่ควรให้สุนัขเข้าห้องนอน เพราะเศษขี้ไคลสุนัขมักสะสมตามหมอน ผ้าปูเตียง และให้ซักผ้าปูที่นอนปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนจัด ควรอาบน้ำให้สุนัขทุกสัปดาห์ หรือสัปดาห์ละสองครั้ง เวลาแปรงขนให้สุนัข ควรแปรงในที่โล่งและต้องสวมหน้ากาก ถ้าสุนัขเป็นโรคผิวหนังต้องพาไปหาสัตวแพทย์ ต้องทำความสะอาดเสื้อ ที่นอน และของเล่นของสุนัขอย่างสม่ำเสมอ เครื่องใช้ในบ้านเช่น โซฟา ควรบุด้วยหนังไม่ควรบุผ้า นอกจากนี้ควรล้างมือล้างหน้าหลังเล่นกับสุนัขทุกครั้ง ถ้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงกับสุนัขแล้ว ควรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย การสวมเสื้อให้สุนัขอาจช่วยลดการกระจายของเศษขี้ไคลจากผิวสุนัขลงได้ พื้นบ้านไม่ควรใช้พรมปูพื้นเพราะทำความสะอาดยากและกักเก็บเศษขี้ไคลสุนัข ให้ใช้เป็นพื้นไม้เนื้อแข็งหรือปูกระเบื้องจะทำความสะอาดได้ง่ายกว่า คนที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว แล้วเกิดเจ้าตัวเล็กของเราแพ้สัตว์เลี้ยงขึ้นมา ก็อย่านำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยเลยนะคะสงสารมัน หาวิธีแก้ไขด้วยวิธีอื่น ๆ กันดีกว่านะคะ

พุดดิ้งลำไย

30 ส.ค.
   
พุดดิ้งลำไย
โดย : Jina

Share|

 

         วันนี้เรามีเมนูขนมหวาน พุดดิ้งลำไย สำหรับเอาไว้ทานเล่นๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว และยังเป็นเมนูที่ชื่นชอบของใครๆ หลายๆ คนอีกด้วย

 
สูตรและวิธีการทำพุดดิ้งลำไย 
ส่วนผสม
เนื้อลำไยสดหรือในน้ำเชื่อม                   100       กรัม 
น้ำลำไย                                           75       กรัม 
นมสด                                            250       กรัม 
น้ำตาลทราย                                      85       กรัม
วิปครีมชนิดจืด                                  125       กรัม
น้ำเปล่า                                          125       กรัม
เจลาตินชนิดแผ่น                                 14       กรัม 
ลำไยสำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
 
แช่เจลาตินลงในน้ำเย็นจัดจนแผ่นมีลักษณะนุ่มเตรียมไว้ ใส่นมสด น้ำลำไย วิปครีม น้ำตาลทรายและน้ำเปล่าลงในหม้อ ตั้งไฟปานกลางพอเดือด ใส่เจลาตินคนให้ละลายยกลง ใส่เนื้อลำไยลงในแก้วแล้วเทส่วนผสมในข้อที่  2  ลงจนเต็มแก้ว นำเข้าแช่ในตู้เย็นจนเซ็ตตัว นำออกมาตกแต่งด้วยลำไยจัดเสริฟ

เข้าชม : 74 ครั้ง

รอบรู้เรื่องปลา Arowana กับ นายปิติ๙๙

30 ส.ค.

รอบรู้เรื่องปลา Arowana กับ นายปิติ๙๙

ว่าด้วยเรื่องตู้ที่ใช้ในการเลี้ยงปลา Arowana
ฉบับนี้…มาคุยกันในเรื่องเกี่ยวกับ”ตู้”ที่ใช้เลี้ยงปลา Arowana กันนะครับ ซึ่งก็มีหลายแง่มุมให้พิจารณา ดังที่จะแจกแจงให้ผู้เลี้ยงได้ทราบตามลำดับ

เริ่มต้นเดิมที..ผู้เลี้ยงมักจะเลี้ยงปลา Arowana ในตู้ขนาด 60*20*20 และระบบกรองที่ใช้กัน..ก็คือกรองข้าง หรือไม่ก็เป็นตู้ขนาด 48*20*20 หรือเพียงแค่ 36 นิ้วด้วยซ้ำไป

เหตุผลก็คือ…ผู้เลี้ยงหลาย ๆ ท่านในขณะนั้นไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน ทราบแต่ว่า..ปลา Arowana นั้น สามารถโตได้เป็นฟุต และเข้าใจว่า..ตู้ที่ซื้อหามาใช้เลี้ยงกันนั้น มีขนาดเพียงพอ

เพราะถ้าเป็นตู้ที่ใหญ่กว่านี้ ราคาก็จะกระโดดขึ้นไป เรียกว่า..แพงขึ้นไปหลายเท่าตัวกันเลยทีเดียว

เช่น ตู้ขนาด 60*20*20 กระจก 2 หุน(6มิล) มีราคาที่ 1500 บาท ในขณะที่ตู้ 60*24*24 กระจก 3 หุน(10มิล) มีราคา 6200 บาท

ราคาตู้ที่กระโดดขึ้นไปขนาดนั้นก็เพราะ..ราคากระจก(ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการประกอบตู้ปลา)ที่มีความหนาเกิน 2 หุนขึ้นไปนั้น..มีราคากระโดดจากราคากระจก 2 หุนเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ตู้ 60*20*20 กระจก 2 หุนนั้น เป็นตู้ที่มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำในตู้ แต่ก็ไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงปลา Arowana อันเป็นที่รักของเราตลอดชีวิต เพราะเป็นตู้ที่กระจกขนาด 2 หุนต้องรับภาระโหลดจากน้ำอย่างมากสุด ๆ (กระจกมีความเครียดสูงมาก)

เมื่อลองเติมน้ำเต็มตู้ ก็จะเห็นว่า..กระจกในส่วนที่เป็นแผ่นยาวนั้น..มีอาการป่องกลางขึ้นมาเล็กน้อย

ตู้ขนาดนี้…เหมาะใช้เลี้ยงปลาเล็กเสียมากกว่า พวกปลาใหญ่ที่มีแรงชนมหาศาลนั้น..ไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง

รวมทั้ง…ยังมีขนาดเล็กเกินไปที่จะใช้เลี้ยงปลา Arowana ตัวใดตัวหนึ่งตลอดชีวิต
(บ้านไหนมีเด็กเล็กวิ่งเล่นซุกซนอยู่ในบ้าน ก็ไม่แนะนำให้นำตู้ 60*20*20 กระจก 2 หุนไปตั้งไว้ในบ้าน เกิดเหตุการณ์ขึ้นมา ไม่คุ้มเสียหรอกครับ เรืองจริงเกี่ยวกับตู้ใบนี้ที่ถือเป็นตัวอย่างอันคลาสสิกที่สุด ก็ไม่พ้นเรื่องที่เด็กน้อยคนหนึ่ง เอาเหรียญบาทไปเคาะตู้ขนาดนี้ในร้านขายปลาแห่งหนึ่ง ทำเอาตู้แตก เด็กได้รับบาดเจ็บ เย็บไปหลายสิบเข็ม เจ้าของร้านก็ต้องรับผิดชอบค่าพยาบาลทั้งหมดไปในที่สุด)

ตู้ที่พอจะเลี้ยงปลา Arowana ตัวหนึ่งตลอดชีวิต คือ 60*24*24 โดยต้องใช้ระบบกรองที่ไม่กินพื้นที่ในตู้ปลา เช่น กรองนอกสำเร็จรูป เป็นต้น (ฉบับต่อไป จะถูกถึงเรื่องระบบกรองต่าง ๆ โดยละเอียด)
กระจกที่ใช้ ก็ขอเป็น 3 หุนขึ้นไป แต่ถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็ก ก็ใช้กระจก 4 หุนไปเลยก็ได้ เพราะราคาไม่โดดกว่ากันสักเท่าไหร่

ขอย้ำว่า..ตู้ 60*24*24 นั้น…ก็แค่”พอจะสามารถใช้เลี้ยงได้ตลอดไป” แต่ถามว่า…ใช้ตู้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปลา Arowana หรือไม่

ตอบว่า..”ไม่ใช่” ครับ

ปลา Arowana สามารถโตได้ 24 นิ้วสบาย ๆ ในตู้ ถ้าได้รับการเลี้ยงดูจากผู้เลี้ยงอย่างเหมาะสม ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 4-5 ปีก็สามารถโตได้ขนาดนี้แล้ว

ลองนึกภาพ..ปลาขนาด 24 นิ้วว่ายในตู้ 60*24*24 ก็จะเริ่มเห็นความอึดอัดเกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้น..ถ้าผู้เลี้ยงมีงบประมาณและมีสถานที่ตั้งที่ใหญ่พอ…ตู้ขนาด 72*30*30 จะเป็นตู้ที่เหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลา Arowana ตัวหนึ่งได้ตลอดชีวิต

สำหรับตู้ที่ใช้เลี้ยงปลา Arowana นั้น ผู้เลี้ยงควรให้ความสำคัญกับความกว้างของตู้มากกว่าความลึกของตู้ ผู้เลี้ยงหลายท่านชอบตู้ที่ดูอลังการ ทำให้สั่งตู้ที่มีความลึกมากกว่าความกว้าง เช่นตู้ 72*24*30 เป็นต้น

ซึ่งจริงอยู่..ตู้ลึกแม้จะดูอลังการ แต่ในระยะยาว เมื่อเวลาผ่านไปสัก 4 ปี ปลาตัวนั้นก็จะนิ่ง ๆ อยู่ที่ประมาณ 22-24 นิ้ว ไม่โตไปกว่านี้สักเท่าไหร่

ผิดกับตู้ 72*30*24 ซึ่งปลา Arowana ที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมทั้งในเรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ดูแลระบบกรอง และการให้อาหาร ขนาดของปลาก็จะได้ขนาดที่ใหญ่กว่า(ในระยะเวลาเดียวกัน) และความสมบูรณ์ของปลาจะดีกว่ามาก

อย่าลืมว่า..เวลาที่ปลาเอาหนวดไปถูตู้ปล่อย ๆ ก็จะมีอาการหนวดปลาหมึก และถ้าเอาหางไปโดนผนังตู้บ่อย ๆ ก็จะทำให้หางขึ้นผดได้ ดังนั้น..ตู้ที่มีความกว้างพอดีกับขนาดของปลา ก็มักจะมีอาการลักษณะนี้รวมด้วยเสมอ

ด้วยความที่ปลา Arowana เป็นปลาที่ว่ายระดับผิวน้ำ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับความกว้างของตู้มากกว่าความลึกของตู้ เพราะนั่นหมายถึง..ความสมบูรณ์และขนาดของตัวปลาดังที่กล่าวในข้างต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นั้นคือปลามีขนาดใหญ่มาก ๆ (24 นิ้วขึ้นไป) ตู้ที่มีความลึกแค่ 24 นิ้วก็ทำให้ความสง่างามของปลา Arowana ลดน้อยกว่าตู้ความลึก 30 นิ้ว

สรุปคือ…ตัวเลือกที่ดีที่สุดก็คือ..กว้าง 30 นิ้วและลึก 30 นิ้ว และตู้ที่กว้าง 30 นิ้วแต่ลึกแค่ 24 นิ้วนั้นเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลา Arowana มากกว่าตู้ที่กว้าง 24 นิ้วแต่มีความลึก 30 นิ้ว

ปัจจุบัน….เริ่มมีผู้เลี้ยงหลายท่าน หวังจะขุนปลาให้ได้ขนาดซุปเปอร์จัมโบ้ ทำให้ตู้ขนาด 72*36*30 ถูกเลือกใช้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

หมายเหตุ: ในการเรียกขนาดตู้ปลา เราจะใช้หน่วยเป็นนิ้วทุกครั้งไป และขนาดของตู้ก็จะเป็น…ความยาว*ความกว้าง*ความลึก

จุดหนึ่งที่ห้ามพลาดเลยเกี่ยวกับตู้ก็คือ…”ระดับน้ำในตู้”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตู้ที่ใช้ระบบกรองข้างหรือกรองล่าง เพราะระดับน้ำในตู้นั้นจะถูกกำหนดโดยหวีน้ำล้น ดังนั้นถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา ผู้เลี้ยงไม่สามารถแก้ไขเองได้ ต้องให้ร้านตู้เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขให้เรา

โดยปกติแล้ว..ตู้ที่ใช้เลี้ยงปลาทั่วไปนั้น ระดับผิวน้ำจะอยู่ใกล้คานบน เรียกว่า..แทบจะเฉียดคานบนกันเลยทีเดียว

ในขณะที่ตู้ที่ใช้เลี้ยงปลา Arowana นั้น ควรมีระยะห่างระหว่างผิวน้ำกับคานบน 4-6 นิ้ว เหตุผลที่เว้นระยะขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะป้องกันปลากระโดดหรอกนะครับ ปลา Arowana ถ้าตั้งใจกระโดด แม้จะเป็นปลา 6 นิ้วก็สามารถกระโดดได้เกิน 6 นิ้วครับ

แต่เหตุผลที่ต้องมีระยะห่างมากกว่าปกติ ก็เพราะป้องกันมิให้ปากของปลาไปเฉี่ยวกับคานขณะว่ายเข้ามากินเหยื่อ ปลาขนาด 20 นิ้ว ถ้าเห็นเหยื่อและว่ายพุ่งเข้ามากินอย่างรุนแรง ปากของปลาจะพ้นน้ำขึ้นมาประมาณ 1.5 – 2 นิ้ว ถ้าผู้เลี้ยงไม่เผื่อตรงนี้ไว้..โอกาสที่ปลาจะปากแหว่งหรือหนวดขาดก็จะเป็นไปได้มาก

ย้ำว่า…เรื่องระดับน้ำในตู้…ห้ามพลาดเด็ดขาดในช่วงการสั่งตู้

สิ่งหนึ่งที่สัมพันธ์กับระดับน้ำในตู้ก็คือ…คิ้วอะครีลิคด้านบน นั่นคือตัวคิ้วต้องมีขนาดใหญ่กว่าตู้ปลาทั่วไป เพราะขอบล่างของคิ้วต้องสามารถปิดระดับผิวน้ำในตู้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้แสงจากหลอดไฟในตู้ ส่องแยงตาออกมานอกตู้

การเจียรขอบกระจกต่าง ๆ ก็มีความสำคัญ เพราะช่วยลดอาการบาดเจ็บของปลา Arowana ไปได้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…เรื่องหนวดขาดเพราะคมของกระจก

ในตู้ปลาทั่วไป ร้านค้ามักจะเจียรขอบกระจกอย่างลวก ๆ ทำให้ยังมีความคมของกระจกอยู่ แต่ถ้าเป็นตู้ที่ใช้กับปลา Arowana เรื่องนี้..ไม่ได้เลยครับ ต้องเจียรให้มนที่สุด

รวมทั้งการเคลื่อนย้ายปลา Arowana ก็ต้องใช้วิธีต้อนเข้าถุง ถ้าตู้ที่คานบนยังมีความคมหลงเหลืออยู่ โอกาสที่จะทำให้ถุงรั่วก็เป็นไปได้สูง

และไม่ใช่แค่เจียรขอบกระจกอย่างเดียว ขอบคิ้วอะครีลิคก็ต้องลบคมด้วยเช่นกัน (ทั้งคิ้วบนและล่าง)

ประเด็นต่อมา..ก็คือเรื่องสีสันของตู้ กระจกที่ใช้ทำตู้ปลากันก็คือ..กระจกใส กับ กระจกชาดำ โดยที่กระจกชาดำนั้นจะมีราคาแพงกว่า

อย่างนั้นก็ตาม แนะนำให้ใช้เป็นกระจกใส และใช้สติ๊กเกอร์เป็นอุปกรณ์เปลี่ยนสภาพแวดล้อมของตู้ปลา

ตู้ที่ใช้เลี้ยงปลา Arowana นั้น…ผมแนะนำเลยว่า…ให้ติดสติ๊กเกอร์ดำที่ก้นตู้ทุกใบ ตรงนี้เราสามารถสั่งทางร้านได้เลย อย่าปล่อยให้ก้นตู้เป็นกระจกใสบนพื้นโฟม เพราะจะสะท้อนแสงเป็นลักษณะกระจก ซึ่งปลา Arowana บางตัวจะเครียดถ้าถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมลักษณะนั้น

รวมทั้งสีสันของปลา Arowana นั้น ณ ระดับหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับสีสันความเข้มของสภาพแวดล้อม ซึ่งก็คือ “ตู้” ที่ใช้เลี้ยงนั้นเอง

และสีสันของ”ก้นตู้” ก็จะส่งผลมากที่สุด เมื่อเทียบกับสีสันของผนังตู้

ในส่วนสีสันของผนังตู้ปลา โดยทั่วไปแล้วเราก็นิยมที่จะติดสติ๊กเกอร์ดำที่ฉากหลังด้วยเช่นกัน ส่วนผนังซ้ายขวานั้น…ตรงนี้ไม่ค่อยมีผลต่อสีสันปลาสักเท่าไหร่ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ตั้งตู้เป็นหลักเสียมากกว่า

สติ๊กเกอร์ที่ใช้ติดตู้ปลานั้น…ปกติแล้วร้านตู้จะใช้ของโกดัก เพราะรีดได้เรียบ และสีดำสนิท รวมทั้งเวลาลอกก็ทิ้งคราบกาวไว้น้อยมาก

สติ๊กเกอร์พวกนี้…ไม่ใช่มีลักษณะเป็นแผ่น ๆ แบบที่เราเห็นในแผนกเครื่องเขียน และจะส่งจากโรงงานมาเป็นม้วน ซึ่งมีหน้ากว้างที่ยี่สิบกว่านิ้ว ถ้าต้องการหน้ากว้างกว่านี้ก็ขยับสี่สิบกว่านิ้วเลย

ดังนั้นร้านตู้เกือบทั้งหมดจึงให้สติ๊กเกอร์หน้ากว้างยี่สิบกว่านิ้วกันทั้งนั้น และเมื่อตู้มีความกว้างหรือความสูง 30 นิ้ว ทำให้มีรอยต่อของสติ๊กเกอร์เกิดขึ้น

สำหรับร้านตู้ที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยตรงนี้ ก็จะสั่งสติ๊กเกอร์หน้ากว้างมาบริการลูกค้า ดังนั้น..แม้จะสั่งตู้กว้างและลึก 30 นิ้ว ก็จะไม่มีรอยต่อสติ๊กเกอร์ให้เห็นหรือรำคาญตา

ผู้เลี้ยงบางท่าน ลืมสั่งให้ติดสติ๊กเกอร์ที่ก้นต้น ก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการลองฟิวเจอร์บอร์ดที่ก้นตู้(ระหว่างตู้กับโฟม) ซึ่งมีข้อเสียคือ ก้นตู้ไม่ดำสนิทเท่าการติดสติ๊กเกอร์

“Silicone sealant” หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ..กาวที่ใช้ยึดกระจกให้ติดกัน คุณภาพของซิลิโคนก็มีส่วนสำคัญ แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือ…ความหนาของซิลิโคนที่กั้นอยู่ในระหว่างกระจก 2 แผ่น สำหรับตู้ปลาขนาดเล็กและขนาดกลาง การยิงซิลิโคนค่อนข้างเป็นเรื่องง่าย คือ..จับกระจกสองแผ่นชนกัน แล้วยิงซิลิโคนเข้าไปรอยต่อของกระจกทั้งสอง วิธีนี้..รวดเร็ว แต่มีซิลิโคนแค่บาง ๆ ระหว่างกระจก 2 แผ่นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม..ก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง..ถ้าเป็นตู้ที่มีขนาดกลางหรือขนาดเล็ก

แต่ถ้าเป็นตู้ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะตู้ที่ลึก 24 นิ้วขึ้นไป แรงยึดของซิลิโคนจะสูงขึ้นมาก ถ้ามีชั้นความหนาของเนื้อซิลิโคน ณ ระดับหนึ่ง (3มิลลิเมตร) ซึ่งการที่จะให้มีชั้นเนื้อซิลิโคนหนา ช่างที่ประกอบตู้ปลาต้องมีทักษะและมีวิธีการมากกว่าการประกอบตู้เล็กทั่วไป

ลักษณะของการยิงซิลิโคนและสีสันของซิลิโคนก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ความสวยงาม ในส่วนตำแหน่งคานล่าง ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในยามชื่นชมความงามของปลา ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลของความสวยงามหรือความแข็งแรง การยิงซิลิโคนที่คานล่าง…ควรจะยิงเต็มคาน ไม่ใช่แค่ลากเป็นเส้นซิลิโคนเป็นแนวยาวแบบเลื้อยเป็นงู

ประกอบกับการที่เราติดสติ๊กเกอร์ดำ ดังนั้นซิลิโคนสีดำจึงดูเหมาะสมที่สุดในทุกประการ

สิ่งหนึ่งที่ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่มองข้ามก็คือ…ความสูงของตู้ปลา ในการพิจารณาความสูงของตู้ปลาว่า..เราควรใช้ขาที่มีความสูงขนาดไหนนั้น เราควรเริ่มต้นที่ว่า ตู้ใบนี้เราเน้นดูหรือชื่นชมความงามในลักษณะไหน เช่น ยืนดู นั่งดูในระหว่างกินข้าว นั่งดูจากโต๊ะทำงาน นั่งดูจากโซฟาตัวโปรด หรือท้ายที่สุด…นั่งดูที่พื้น

เมื่อเราทราบแน่ชัดในปัจจัยนั้นแล้ว เช่น ยืนดู ระดับผิวน้ำควรจะอยู่ที่ระดับสายตาเรา หรือไม่ก็สูงกว่าสายเราของเราไม่เกิน 15 องศา เพราะจะเป็นจุดที่ทำให้เราชื่นชมความสวยงามได้เต็มที่ และเป็นจุดที่ปลาดูดีที่สุด

ไม่แนะนำให้ผิวน้ำต่ำกว่าระดับสายตาเรานะครับ เพราะในปลา Arowana บางตัวจะเครียดในสภาพแวดล้อมลักษณะนั้น สาเหตุก็เกิดจากสัญชาติญาณระวังภัยของปลานั่นเอง

ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ศัตรูของปลาเกือบทั้งหมดจะอยู่ในระดับเหนือผิวน้ำทั้งนั้น เช่น มนุษย์เรานั้นเอง รวมทั้งนกต่าง ๆ เป็นต้น

จากประสบการณ์จริงที่ผมประสบมา (ไม่ว่าจะเป็นปลาของผู้เขียนเอง หรือปลาของผู้เลี้ยงท่านอื่นที่มาขอคำปรึกษา) ปลา Arowana หลายตัวที่ตื่นกลัว ว่ายลู่ จอด ผู้เลี้ยงก็พยายามปรับสภาพแวดล้อมและเลี้ยงอยู่เป็นปี ๆ ก็ไม่สามารถทำให้ปลาไว้วางใจได้
และท้ายที่สุด…ปลาทั้งหมดก็กลับมาเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้สง่างาม เพียงแต่ย้ายปลา ไปยังตู้ที่มีระดับผิวน้ำสูงกว่าสายตาของเรา

ตรงนี้..แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับปลาทุกตัว แต่เราก็ตอบไม่ได้ว่า..ปลาของเราจะตื่นกลัวหรือไม่ ดังนั้นการวางแผนและจัดการเผื่อไว้ล่วงหน้าเพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

และจากประสบการณ์เลี้ยงปลา Arowana ของผู้เขียน รวมทั้งได้พูดคุยกับผู้เลี้ยงที่คลั่งไคล้ปลา Arowana ก็ขอแนะนำว่า อย่าเลี้ยงปลา Arowana ในตู้ใบล่างเลย เพราะทำให้ความงดงามของปลา Arowana หายไปเยอะมาก ในช่วงแรกก็ยังคงสุขใจที่ได้เลี้ยงปลา Arowana ที่รักที่ชื่นชอบหลาย ๆ ตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป….สัจจะธรรมก็จะปรากฏ

ในส่วนของฝา ปัจจุบันฝาไฟที่ใช้กับตู้ปลา Arowana นั้นก็จะมี 2 ชนิด 1) ฝาอะครีลิค 2)ฝาตะแกรง

ฝาอะครีลิก ก็คือฝาตู้ทั่วไปที่เราใช้กับตู้ปลานั่นเอง ด้วยความที่ตู้มีขนาดใหญ่ ฝาจึงมีขนาดใหญ่มากด้วย ดังนั้นเราจึงมักจะแยกฝาเป็นหลายชิ้น เช่นตู้ขนาด 60*30*30 อาจจะเป็นฝาไฟเป็น 2 ชิ้น ซึ่งก็คือ 60*15 จำนวน 2 ชิ้น และถ้าเป็นตู้ที่ใหญ่กว่านั้น เช่น 72*30*30 เราก็อาจจะแบ่งฝาเป็น 3 ชิ้น ชิ้นด้านหลังก็คือ 72*15 ส่วนชิ้นด้านหน้าจะมี 2 ชิ้นคือ 36*15 นั่นเอง

ข้อดีของฝาอะคริลิกก็คือ..ดูเรียบร้อยในส่วนสายไฟทั้งหลาย แต่ข้อเสียก็คือ อากาศถ่ายเทไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้อุณหภูมิน้ำในตู้อาจจะสูงเกินควร ดังนั้นเราจึงนิยมติดพัดลมที่ฝาตู้ด้วย ในส่วนนี้แนะนำให้แจ้งความต้องการกับร้านตู้เลย

สำหรับฝาตะแกรงนั้น…ปกติแล้วมักจะขึ้นโครงด้วยไม้ หรือไม่ก็อลูมิเนียม ถ้าทำด้วยไม้..ก็จะมีราคาถูกกว่ามาก แต่ก็ต้องระวังเรื่องเชื้อชา ดังนั้นฝาตะแกรงที่ขึ้นโครงด้วยอลูมิเนียนจึงเป็นที่นิยมและเหมาะสมกว่า

ข้อดีของฝาตะแกรงก็คือ…ระบายอากาศได้ดี แต่ความสวยงามในแง่ของการเก็บสายไฟก็จะไม่เรียบร้อยเท่าฝาอะครีลิค

ผู้เลี้ยงบางทั้งอาจจะประหยัดงบด้วยการใช้ท่อ pvc (แบบที่ใช้เป็นท่อประปา) ซึ่งตรงนี้ต้องระวังให้มาก เพราะฝาจะมีน้ำหนักเบาเกินไป ในขณะที่ปลา Arowana นั้นเป็นปลาที่กระโดดได้สูง และมีแรงกระโดดสูง ฝาตะแกรงที่ทำด้วยท่อ pvc ไม่สามารถรับรองแรงกระโดดของปลา Arowana ขนาด 1 ฟุตได้แน่นอน ผู้เลี้ยงต้องยึด ล๊อค หรือถ่วงน้ำหนักฝาให้ดี

ท้ายที่สุดก็คงเป็นเรื่องของขาเหล็ก โดยปกติแล้ว..ตู้ขนาดใหญ่ก็ต้องใช้เหล็กกล่องอยู่แล้ว จุดที่ควรใส่ใจคือ ความหนาของเหล็กกล่อง การพ่นสี/ทาสี เป็นต้น การทำสีที่ดีจะช่วยให้ขาเหล็กเป็นสนิมยากขึ้น ณ ระดับหนึ่ง

ในส่วนขาตัวเอส อันนี้ก็มองข้ามไปเลย เพราะไม่เหมาะกับตู้ขนาดใหญ่ในทุกประการ ทั้งคุณภาพของเนื้อเหล็ก และจุดเชื่อมทั้งหลาย

สำหรับผู้เลี้ยงที่อยากได้..ตู้เฟอร์นิเจอร์ แนะนำให้สั่งซื้อจากร้านตู้ปลาเลย เพราะเวลาตู้มีปัญหา จะได้ไม่มีปัญหาโทษกันไปมาว่า..ขาตู้ไม่ได้ระดับ หรือ ตู้ประกอบไม่ดี เป็นต้น รวมทั้งร้านเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ที่ไม่ได้ทำขาตู้ปลาโดยตรง ก็จะไม่เข้าใจถึงภาระที่ขาตู้จะต้องรับน้ำหนัก

ตู้ขนาดใหญ่มาก ๆ แม้จะเป็นตู้เฟอร์นิเจอร์ก็ตาม แต่โครงภายในตู้ขาตู้ก็ควรจะเป็นเหล็ก แล้วจริงนำงานไม้เฟอร์นิเจอร์มาปิดเพิ่มเติม เพราะการรับน้ำหนักจะดีกว่ามาก โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีจำนวนขามากจนเกินควร

ในส่วนฝาเฟอร์ฯ ผู้เลี้ยงพึงพิจารณาเรื่องการระบายอากาศให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นจากเกิดการอับชื้นที่ฝาตู้ และทำให้เกิดเชื้อราที่ฝาตู้ ซึ่งมีส่วนทำให้..ปลา Arowana เป็นโรคเชื้อราได้ในที่สุด ในจุดนี้..ร้านตู้ปลาที่มีความชำนาญก็จะออกแบบฝาตู้ได้สวยเรียบรอย และสามารถระบายอากาศได้ดีจนไม่มีการสะสมความชื่น สำหรับพัดลมระบายความร้อน…จะติดเพิ่มก็สามารถจัดการได้ เฉกเช่นเดียวกับฝาตู้อะครีลิก

ฉบับนี้..ก็ว่ากันด้วยเรื่องของตู้กันเต็ม ๆ ในทุกแง่มุมนะครับ ในฉบับหน้า…ผมจะแจกแจงระบบกรองต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในตู้ปลา Arowana อย่างละเอียดกันเลยครับ สวัสดีครับ//ปิติ๙๙
ขอขอบพระคุณ คุณปิติ ๙๙ และนิตยสาร อควา ที่เอื้อเฟื้อภาพ และ เรื่องราว

“ทองสุข” ปลา Arowana ทองอินโดอายุเกือบ 10 ปี ลำตัวยาว 2 ฟุต กว้างเกือบ 7 นิ้ว ในตู้ 72*30*30 จะเห็นว่าการที่ตู้มีความลึก 30 นิ้ว แม้ปลาจะมีขนาดใหญ่ และมีปลาร่วมตู้อยู่พอควร แต่ระดับการว่ายของปลาก็แตกต่างกัน ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถชื่นชมท่วงท่าการว่ายอันสง่างามของปลา Arowana โดยปลาอื่นไม่ได้ว่ายรบกวนสายตาแต่ประการใด


“ทองสุข” ในตู้ 60*30*24 – ความงดงามของปลาลดลงไปมาก ปลาเกือบทั้งหมดแทบจะว่ายในระดับน้ำเดียวกัน ว่ายกวนกันไปมา ทำให้ผู้เลี้ยงไม่สามารถชื่นชมความสวยงามในท่วงท่าการว่ายของปลา Arowana ได้เต็มอิ่ม และลีลาท่าว่าย”เรือดำน้ำ” ก็ไม่มีทางให้ได้พบเห็นในตู้ใบนี้

“แดงอ้วน” ปลา Arowana Super Red อายุ 5 ปี กับขนาดลำตัวยาว 26 นิ้ว กว้าง 7-8 นิ้ว ในตู้ 60*30*30 ปลาดูสง่างามมาก

“แดงอ้วน” ในตู้ 72*30*24 – จะเห็นว่าความสง่างามของปลาในตู้ตื้น อย่างไรก็ไม่สง่างามเท่าปลาในตู้ที่มีความลึกมากกว่า

งานประเพณีบุญบั้งไฟ ลาว

30 ส.ค.

 

            งานประเพณีบุญบั้งไฟ ลาว

งานประเพณีบุญบั้งไฟ ลาว

ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าทีคอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้

งานบุญบั้งไฟที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีคืองานบุญบั้งไฟของจังหวัดยโสธร ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็สนับสนุนให้คนมาเที่ยวกันเยอะๆ บรรยากาศนั้นก็คงเคยเห็นๆกันตามทีวีหรือไม่ก็เคยไปเที่ยวกันมาบ้างแล้ว ผมจึงอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวงานบุญบั้งไฟของประเทศลาวกันบ้างว่าเป็นอย่างไรจะเหมือนของไทยๆไหม

งานนี้ผมผ่านไปเจอตอนที่ไปเที่ยวทุ่งไหหิน เป็นงานแบบชาวบ้านแท้ๆ ไม่ได้มีการจัดอย่างเป็นทางการแบบของยโสธร ไม่มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศลาว ไม่มีพิธีการอะไรมาก ชาวบ้านแต่ละบ้านจะทำบั้งไฟของหมู่บ้านตัวเองแห่แหนกันเข้ามาจุดในงาน บั้งไฟที่ใหญ่ที่สุดได้มาจากเวียงจันทน์โดยมีท่านผู้ใหญ่ในพรรคเมืองของลาวนำมา งานนี้ถึงเป็นงานเล็กๆแต่ผมมองว่ามีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ได้สัมผัสชีวิตชาวบ้านชาวลาวแท้ๆว่าวัฒนธรรมเรื่องบุญบั้งไฟเขาเป็นอย่างไร

บั้งไฟขนาดใหญ่ผมเข้าใจว่าเป็นบั้งไฟแสน จะถูกแห่ไปตามถนนหนทางในเมืองให้คนได้ชมกันก่อนและนำมาเตรียมพร้อมที่งาน การจุดบั้งไฟจะเรียงอันดับตั้งแต่บั้งไฟธรรมดาๆ บั้งเล็กๆ ไปจนถึงบั้งไฟขนาดใหญ่เป็นอันสุดท้าย และสำหรับเจ้าของบั้งไฟที่จุดแล้วขึ้นไม่ดี ระเบิด หรือขึ้นไม่ตรงจะถูกทำโทษด้วยถูกจับโยนลงไปในโคลน ซึ่งก็เหมือนกับงานประเพณีบุญบั้งไฟของไทยเช่นกัน

นวันที่ผมไปชมการจุดและงานดำเนินมาถึงบั้งไฟของท่านประธานที่นำมาจากเวียงจันทน์ เกิดขึ้นไม่สวยไม่ตรงขึ้นมาปรากฏว่าท่านประธานก็โดนจับโยนโคลนเช่นกัน ที่เมืองลาวเนี่ยผมได้คุยกับชาวบ้านหลายคนเขาบอกว่า คนใหญ่คนโตของประเทศลาวของเขามาเที่ยวงาน มาเดินตลาดทักทายกันเป็นกันเองเหมือนเป็นชาวบ้านคนหนึ่ง ผมจึงไม่แปลกใจว่าทำไมท่านประธานจึงถูกจับโยนโคลน

ตลอดทั้งช่วงบ่ายชาวบ้านก็จะทยอยมาเที่ยวงาน มาเล่นกิจกรรมต่างๆในงานเป็นที่สนุกสนาน ภายในงานมีดนตรีเปิดเป็นอิเลคโทนและมีนักร้องร้องเพลง ชาวบ้านก็จะไปร้องรำทำเพลงกัน สิ่งที่ผมเห็นแปลกตาคือร้านปาลูกโปร่ง ซึ่งมีามร้านเป็นที่นิยมของคนมาเที่ยวงานมาก อีกร้านหนึ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นในประเทศไทยคือร้านถ่ายรูป โดยจะมีฉากหลังเป็นผ้าวิวต่างๆ ถ่ายเสร็จแล้วก็ Print สีออกมาได้เลย

เรื่องร้านอาหารในงานผมไปถูกใจร้านขายไข่ย่าง ซึ่งจะเป็นไข่ที่ข้างในจะเป็นลูกเจี๊ยบนำมานึ่งหอมๆ เวลากินจิ้มน้ำจิ้มเปรี้ยวแกล้มกับเบียร์ลาวช่างอร่อยเหลือเกิน ส่วนร้านส้มตำลาวข้างๆก็ตำได้อร่อยสะใจเผ็ดนำ นัว อร่อยมาก ใครจะมากินส้มตำลาวจะต้องบอกเขาด้วยว่า “บ่อเอาแป้งนัวเด้อ” เพราะถ้าไม่บอกเขาจะใส่เป็นทัพพีเลยครับไม่ใช่เป็นช้อนๆ

เสียดายที่ผมไม่ได้อยู่รอดูเขาจุดบั้งไฟแสน แต่ก็ได้เก็บคลิปวีดีโอของบั้งไฟหมื่นมาฝากกันครับ งานบุญบั้งไฟของยโสธรคงมีหลายอย่างที่เหมือนกับงานบุญบั้งไฟของลาว บางอย่างอาจต่างกัน แต่ผมเห็นอย่างหนึ่งที่แน่นอนยิ่งกว่าแน่คือ ในขบวนคนแห่บั้งไฟนั้นจะเมากันเกือบทุกคน ก็เหมือนยโสธรเช่นกัน เพราะงานแบบนี้เป็นงานเฉลิมฉลองไม่เมาก็แปลกแล้วครับชาวไทยลาว Mr.Hotsia มิ.ย. 2553

เกร็ดความรู้เรื่องส้มตำ:
คำเรียก “ส้มตำ” เป็นคำกลางๆที่คนภาคกลางเรียก คนภาคเหนือจะเรียกว่า “ตำส้ม”เวลาอร่อยจะพูดว่า “ลำ” เช่น ลำแต้ๆ คนอีสานจะพูดเหมือนคนลาวเรียกส้มตำว่า “ตำบักหุ่ง” เวลาอร่อยจะเรียกว่า “แซบ” หรือ“นัว”

การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุย

30 ส.ค.
การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุย

1. การเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุย

ควรเลี้ยงในบ่อดินที่มีขนาดตั้งแต่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป โดยปล่อยในอัตรา 20-30 ตัว/ตรม. ที่ระดับความลึกของน้ำประมาณ 1.0-1.5 เมตร ควรมีการถ่ายเทน้ำบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นให้ปลากินอาหารได้ดี และพัฒนาระบบสืบพันธุ์ของปลาให้มีไข่และน้ำเชื้อดียิ่งขึ้นจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน

ฤดูกาลผสมพันธุ์ปลาดุก จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม- ตุลาคมก่อนฤดูกาลผสมพันธุ์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ ควรเริ่มคัดปลาที่มีไข่แก่สมบูรณ์บางส่วนมาเริ่มดำเนินการผสมเทียม.

2. การคัดเลือกพ่อ – แม่พันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุย

พ่อแม่พันธุ์ปลาดุกที่นำมาใช้ควรเป็นปลาที่สมบูรณ์ ไม่บอบช้ำ และควรมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป การสังเกตลักษณะปลาเพศเมียที่ดีในการเพาะพันธุ์ดูได้ จากส่วนท้องจะอูมเป่ง ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป ติ่งเพศจะมีลักษณะกลมมีสีแดง หรือชมพูอมแดง ถ้าเอามือบีบเบา ๆ ที่ท้องจะมีไข่ลักษณะเป็นเม็ดกลมสีน้ำตาลอ่อนใสไหลออกมา ส่วนปลาดุกเพศผู้จะมีติ่งเพศยาวเรียว มีสีชมพูเรื่อ ๆ ปลาไม่ควรมีขนาดอ้วนหรือผอมจนเกินไป ขนาดพ่อ-แม่พันธุ์ปลาดุก ควรมีขนาดน้ำหนักมากกว่า 200 กรัมขึ้นไป หรือปลาที่มีอายุประมาณ 7-8 เดือน หรือ 1 ปี ให้อาหารที่มีคุณภาพดี เพื่อให้มีไข่แก่ จะใช้เวลา 3-4 เดือน มีการถ่ายเทน้ำบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นให้ปลาถึงวัยเจริญพันธุ์เร็วขึ้น ส่วนปลาดุกเทศเพศผู้นิยมใช้ ขนาดน้ำหนักตัวมากกว่า 500 กรัมขึ้นไป และควรเป็นปลาที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี ลำตัวเพรียวยาวและไม่อ้วนจนเกินไป


3. อุปกรณ์และวิธีการผสมเทียม
3.1. พ่อ-แม่พันธุ์ปลา
3.2. ฮอร์โมนต่อมใต้สมองปลา หรือฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิดต่าง ๆ
3.3. โกร่งบดต่อมใต้สมอง
3.4. เข็มฉีดยา
3.5. เครี่องชั่งน้ำหนัก สามารถชั่งได้ถึงจุดทศนิยม 2 ตำแหน่ง
3.6. ภาชนะสำหรับผสมไข่ปลากับน้ำเชื้อ ได้แก่ กะละมังพลาสติก และขนไก่
3.7. น้ำเกลือและน้ำกลั่น
3.8. อุปกรณ์ในการกกไข่ปลา เช่น กระชัง อวนมุ้งเขียว
3.9. อุปกรณ์ในการอนุบาลลูกปลา

 

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการผสมเทียม

 

4. ชนิดและวิธีการฉีดฮอร์โมน ฮอร์โมนที่ใช้ในการฉีดเร่งให้แม่ปลาดุกมีไข่แก่เพื่อที่จะรีดไข่ผสมกับน้ำเชื้อนั้นมีหลายชนิดซึ่งสามารถแยกได้ ดังนี้

4.1. ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ได้แก่ ต่อมใต้สมองปลาชนิดต่าง ๆ เช่น ต่อมใต้สมองปลาจีน ปลาโรฮู่ ปลาสวาย ปลาไน เป็นต้น มีหน่วยความเข้มข้นคือโดส ซึ่งมีสูตรการคำนวณ คือ

 

การฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลาดุกอุย โดยใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองจะต้องฉีดสองครั้ง ครั้งแรกฉีดที่ระดับความเข้มข้น 1 โดส ทิ้งระยะห่าง 6 ชั่วโมง จึงฉีดครั้งที่สองที่ระดับความเข้มข้น 2 โดส หลังจากนั้นประมาณ 9 – 10 ชั่วโมง เมื่อสังเกตเห็นว่ามีไข่ตกออกมาจากช่องท้องของแม่ปลาบางตัวแล้ว จึงรีดไข่ผสมกับน้ำเชื้อได้

การฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลาดุกเทศ สามารถไข้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองฉีดเร่งให้แม่ปลามีไข่สุก โดยไข้ความเข้มข้นของฮอร์โมนได้เช่นเดียวกับการฉีดปลาดุกอุย แต่ระยะเวลาการรีดไข่หลังการฉีดเข็มสองจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งต่างจากปลาดุกอุย 5-6 ชั่วโมง

การใช้ต่อมใต้สมองฉีดเร่งให้แม่ปลาวางไข่ อาจใช้ร่วมกับฮอร์โมนสกัดเพื่อให้การฉีดไข่สะดวกขึ้น โดยใส่ฮอร์โมนสกัดในระดับความเข้มข้น 100-300 ไอยู/แม่ปลาน้ำหนัก 1 กก. ร่วมกับการใช้ต่อมใต้สมองในอัตราเท่าเดิม

ส่วนปลาเพศผู้สามารถกระตุ้นให้มีน้ำเชื้อมากขึ้น โดยใช้ต่อมใต้สมองที่ระดับความเข้มข้น 0.5 โดส ฉีดให้กับพ่อปลาพร้อมกับการฉีดฮอร์โมนให้กับแม่ปลาครั้งที่สอง

4.2. ฮอร์โมนสกัด (Extract hormone) ได้แก่ เอช ซี จี HCG (Human chorionic Gonadotropin) มีหน่วยความเข้มข้นเป็นไอ.ยู. (l.U. – lnternational unit)

การฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลาดุกอุย โดยใช้ฮอร์โมนสกัด (HCE) สามารถฉีดเร่งให้แม่ปลามีไข่สุกได้โดยการฉีดครั้งเดียวที่ระดับความเข้มข้น 3,000-5,000 ไอยู/แม่ปลาน้ำหนัก 1 กก. หลังจากฉีดฮอร์โมนสกัดเป็นเวลาประมาณ 15 -16(1/2) ชั่วโมง สามารถรีดไข่ผสมน้ำเชื้อได้

การฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลาดุกเทศ โดยใช้ฮอร์โมนสกัด (HCG) ฉีดเร่งให้แม่ปลามีไข่สุกได้ โดยการฉีดครั้งเดียวเหมือนกับปลาดุกอุยที่ระดับความเข้มข้น 2,000 -4,000 ไอยู/แม่ปลาน้ำหนัก 1 กก.หลังจากฉีดฮอร์โมนเป็นเวลาประมาณ 9(1/2) – 11 ชั่วโมง สามารถรีดไข่ผสมเทียมได้

ในเพศผู้การกระตุ้นให้พ่อพันธุ์มีน้ำเชื้อมากขึ้น โดยการฉีดฮอร์โมนสกัดครั้งเดียวที่ระดับความเข้มข้น 200 – 400ไอยู/พ่อปลาน้ำหนัก 1 กก.ประมาณ 6 ชั่วโมง ก่อนผ่าเอาถุงน้ำเชื้อออกมาไข้ในการผสมเทียม

4.3. ฮอร์โมนสังเคราะห์ (Synthetic hormone) ได้แก่ LHRHa หรือ LRH-a มีหน่วยความเข้มข้นเป็นไมโครกรัม (ug) ซึ่งในการฉีดกับปลาดุกต้องใช้ร่วมกับสารระงับการทำงานของระบบการหลั่งฮอร์โมนคือ โดมเพอริโดน (Domperidone) หรือมีชื่อทางการค้าว่าโมทีเลียม (Motilium) ซึ่งมีหน่วยเป็น มิลลิกรัม (mg) ขนาดที่มีขายโดยทั่วไปคือ เม็ดละ 1O มิลลิกรัม

การฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลาดุกอุย โดยไข้ฮอร์โมนสังเคราะห์สามารถฉีดเร่งให้แม่ปลาดุกอุยมีไข่สุกได้ โดยการฉีดครั้งเดียวที่ระดับความเข้มข้น 20-30 ไมโครกรัมแม่ปลาน้ำหนัก 1 กก. ร่วมกับการใส่โดมเพอริโดนที่ระดับความเข้มข้น 5 มิลลิกรัม/ แม่ปลาน้ำหนัก 1 กก.หลังจากฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์นี้เป็นเวลาประมาณ 16 ชั่วโมง สามารถรีดไข่ผสมน้ำเชื้อได้

การฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลาดุกเทศ โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์สามารถฉีดเร่งให้แม่ปลาดุกเทศมีไข่สุกได้โดยการฉีดครั้งเดียวที่ระดับความเข้มข้น 15-30 ไมโครกรัม / แม่ปลาน้ำหนัก 1 กก. ร่วมกับการใส่โดมเพอริโดนที่ระดับความเข้มข้น 5 มิลลิกรัม/แม่ปลาน้ำหนัก 1 กก. หลังจากฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์เป็นเวลาประมาณ 10 ชั่วโมง สามารถรีดไข่ผสมน้ำเชื้อได้

ในปลาเพศผู้การกระตุ้นให้พ่อพันธุ์มีน้ำเชื้อมากขึ้น โดยการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ระดับความเข้มข้น 5 ไมโครกรัม/พ่อปลาน้ำหนัก 1 กก.ร่วมกับโดมเพอริโดน 5 มิลลิกรัม/พ่อปลาน้ำหนัก 1 กก.ก่อนผ่าถุงน้ำเชื้อประมาณ 10 ชั่วโมง

 

5. ปริมาณสารละลายที่ใช้

หลังจากที่เตรียมฮอร์โมนที่จะฉีดให้กับพ่อ-แม่พันธุ์ปลาดุกแล้ว การคำนวณสารละลายที่จะผสมกับฮอร์โมนเพื่อฉีดให้กับพ่อ-แม่พันธุ์ปลาเป็นเรื่องที่ควรคำนึง คือ จะต้องใช้น้ำกลั่นหรือน้ำสะอาดเติมในปริมาณที่เหมาะสม โดยการฉีดปลาดุกขนาด 200-500 กรัม จะใช้ปริมาณสารละลายผสมแล้ว ประมาณ 0.3-0.7 ซีซี ส่วนปลาดุกขนาด 500-2,000 กรัม ควรใช้ปริมาณสารละลายผสมประมาณ 0.4 -1.2 ซีซี ส่วนปลาดุกขนาด 2,000 กรัมขึ้นไปใช้ สารละลายประมาณ 1.0-2.5 ซีซี

6. ตำแหน่งที่ฉีดฮอร์โมน

การฉีดฮอร์โมนปลาดุกนั้น ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดคือ บริเวณกล้ามเนื้อใต้ครีบหลังส่วนต้นเหนือเส้นข้างตัว โดยใช้เข็มเบอร์ 22-24 แทงเข็มเอียงทำมุมกับลำตัวประมาณ 30 องศา แทงลึกประมาณ 1 นิ้ว/(2 เซนติเมตร)

ในกรณีที่ต้องฉีดสองครั้ง ควรฉีดครั้งที่สองสลับข้างกับการฉีดครั้งแรกหลังจากฉีดฮอร์โมนปลาดุก แล้วขังในภาชนะที่มีระดับน้ำเพียงท่วมหลังพ่อ-แม่พันธุ์ปลาเท่านั้น เพราะถ้าใส่น้ำมากเกินไปปลาจะบอบช้ำมาก

 

ตำแหน่งที่เหมาะสมในการฉีดฮอร์โมน คือ บริเวณกล้ามเนื้อใต้ครีบหลังส่วนต้นเหนือเส้นข้างตัว

ในกรณีที่ต้องฉีดสองครั้ง ควรฉีดครังที่สองสลับข้างกับการฉีดครั้งแรก หลังจากฉีดฮอร์โมนปลาดุกแล้วขังในภาชนะที่มีระดับน้ำเพียงท่วมหลังพ่อ-แม่พันธุ์ปลาเท่านั้น เพราะถ้าใส่น้ำมากเกินไปปลาจะบอบช้ำมาก

ชนิดและปริมาณต่อมใต้สมองในการฉีดกระตุ้นให้ปลาดุกอุยวางไข่
ชนิดต่อม ฉีดครั้งที่ 1 (โดส) ฉีดครั้งที่ 2 (โดส)
ปลาสวาย 1.5 2.5
ปลาจีน 1 2
ปลาไน 0.8 1.8

7. การรีดไข่ผสมน้ำเชื้อ

การรีดไข่ของปลาดุกเพื่อผสมกับน้ำเชื้อนั้นใช้วิธีกึ่งเปียก เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด นำแม่ปลาที่ได้รับการฉีดฮอร์โมนและมีไข่แก่เต็มที่แล้วมารีดไข่ใส่ในภาชนะผิวเรียบ เช่น กะละมังเคลือบ พร้อมกันนี้ผ่าเอาถุงน้ำเชื้อจากพ่อปลา นำมาวางบนผ้ามุ้งเขียว แล้วขยี้ให้ละเอียดพร้อมกับเทน้ำเกลือเข้มข้นประมาณ 0.7 % หรือน้ำสะอาดลงบนผ้ามุ้งเขียวที่ขยี้ถุงน้ำเชื้อให้น้ำไหลผ่านเพื่อให้น้ำเชื้อลงไปผสมกับไข่ ผสมไข่กับน้ำเชื้อให้เข้ากันโดยการคนเบา ๆ ด้วยขนไก่ประมาณ 2-3 นาที จึงนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปล้างน้ำสะอาด 1 ครั้ง แล้วนำไปฟัก

น้ำเชื้อจากปลาตัวผู้หนึ่งตัวสามารถผสมกับไข้ที่ได้จากการรีดปลาเพศเมียประมาณ 10 ตัว

 

การรีดไข่จากแม่ปลาดุกอุย

 

ผ่าท้องพ่อพันธุ์เพื่อเอาถุงน้ำเชื้อ

 

ผสมน้ำเชื้อกับไข่

 

คนให้น้ำเชื้อและไข่ผสมกันอย่างทั่วถึง

 

8. การฟักไข่

ไข่ปลาดุกอุยเป็นไข่ติด ไข่ที่ดีควรมีลักษณะกลม มีน้ำตาลเข้ม ไข่ของปลาดุกเทศก็เป็นไข่ติด เช่นเดียวกับปลาดุกอุย ไข่ที่ดีควรมีลักษณะกลมและมีสีเขียวเข้ม นำไข่ปลาดุกที่ได้รับการผสมกับน้ำเชื้อแล้วไปฟัก โดยโรยไข่บนผ้ามุ้งเขียวเบอร์ 20 ที่ขึงตึงที่ระดับต่ำกว่าผิวน้ำประมาณ 5-10 เซนติเมตร โดยระดับน้ำในบ่อที่ขึงผ้ามุ้งเขียวนั้นมีระดับน้ำลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร เปิดน้ำไหลผ่านตลอดเวลาและควรมีเครื่องเพิ่มอากาศใส่ไว้ในบ่อกกไข่ปลาด้วย ไข้ปลาดุกที่ได้รับการผสมจะพัฒนาและฟักเป็นตัวโดยใช้เวลาประมาณ 21-26 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิของน้ำ 28-30 องศาเซลเซียส ลูกปลาดุกที่ฟักออกเป็นตัว จะหลุดลอดตาของมุ้งเขียวลงสู่พื้นก้นบ่อด้านล่าง หลังจากลูกปลาหลุดลอดลงสู่พื้นก้นบ่อหมดแล้วจึงย้ายผ้ามุ้งเขียวที่ใช้ฟักไข่ออกจากบ่อฟักจะใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง ลูกปลาจะค่อย ๆ พัฒนาเจริญขึ้นเป็นลำดับจนมีอายุประมาณ 48 ชั่วโมง จึงเริ่มกินอาหาร บ่อเพาะฟักลูกปลาดุกควรมีหลังคาปกคลุมป้องกันแสงแดดและน้ำฝนได้แม่ปลาขนาดประมาณ 1 กิโลกรัม จะได้ลูกปลาประมาณ 5,000 -20,000 ตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและขนาดแม่ปลา

 

ประชาคมอาเซียน

30 ส.ค.

ประชาคมอาเซียน 2558

ASEAN Community คืออะไร
อาเซียน (ASEAN) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย (2510) สิงคโปร์ (2510) อินโดเนเซีย (2510) มาเลเซีย (2510) ฟิลิปปินส์ (2510) บรูไน (2527) เวียตนาม (2538)  ลาว (2540) พม่า (2540)  กัพูชา (2542) มีประชากรรวมกันประมาณ 570 ล้านคน มีขนาดเศษฐกิจที่โตมาก เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า ข้อตกลงบาหลี 2 เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เนื่องจากการแข่งขันรุนแรง เช่น อัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของจีนและอินเดียสูงมากในช่วงที่ผ่านมา  ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ชะอำ หัวหิน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558
ประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา
1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง
  2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย
          (ก)มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020
         (ข)ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)
          (ค)ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน
          (ง)ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน
     กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม
      ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)
  3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

ประโยชน์ที่ไทยได้รับคืออะไร
1.ประชากรเพิ่มเป็น 600 ล้านคนโดยประมาณ ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอำนาจการต่อรองในระดับโลก
2.Economy Scale ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้นทุนต่ำ
3.มีแรงดึงดูดเงินลงทุนที่อยู่นอกอาเซียนสูงขึ้น
4.สิบเสียงย่อมดังกว่าเสียงเดียว
ผลกระทบมีอะไรบ้าง?
1.การศึกษาในภาพใหญ่ของโลก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ต้องไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้มากระชากลากเราไปอย่างทุลักทุเล เราต้องเตรียมความพร้อมทันที ตลอดเวลา โดยเฉพาะบุคลากรต้องตามให้ทันและยืดหยุ่นปรับตัวให้รับสถานะการณ์ได้
2.ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของ ASEAN บุคลากรและนักศึกษา ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ให้สามารถสื่อสารได้
3.ปรับปรุงความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ เพื่อลดข้อขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน (Conflict Management) จึงต้องคำนึงถึงการสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ASEAN ให้มากขึ้น
4.สร้างบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ใน ASEAN เพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่เช่นนั้น จะถูกแย่งงานเพราะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน/บริการอย่างเสรี คณะกรรมการวิชาชีพ สภาวิชาชีพ ต้องเตรียมการรองรับผลกระทบนี้อย่างเร่งด่วน
5.โอกาสในการเป็น Education Hub โดยอาศัยความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย แต่ต้องเน้นในเรื่องของคุณภาพการศึกษาเป็นตัวนำ
6.เราต้องการเครื่องมือในการ Transform คน การเรียนแบบ PBL หรือ Project Based Learning น่าจะได้มีการวิจัยอย่างจริงจังและนำมาปรับใช้  ห้องเรียนไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆอีกต่อไป ต้องเพิ่มการเรียนจากชีวิตจริง ลงมือทำเป็นทีม อยู่คนละประเทศก็ทำร่วมกันได้ด้วยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ประเด็นนี้ อาจารย์จะสอนได้ยากขึ้น แต่เป็นผู้ที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ แสดงว่า อาจารย์ต้องมีความพร้อมมากกว่าเดิมและเก่งจริงๆMRAs
การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 เมื่อ 7 ตุลาคม 2546 ที่บาหลี อินโดนีเซีย ได้กำหนดจัดทำข้อตกลงร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs)เกี่ยวกับคุณสมบัติของวิชาชีพหลัก แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี โดยจะเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2558 ในเบื้องต้น ได้ทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว 7 สาขา คือ
1.วิศวกรรม (Engineering Services) 
2.พยาบาล (Nursing Services) 
3.สถาปัตยกรรม (Architectural Services) 
4.การสำรวจ (Surveying Qualifications) 
5.แพทย์ (Medical Practitioners) 
6.ทันตแพทย์ (Dental Practitioners) 
7.บัญชี (Accountancy Services)

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.